อันนี้นับเป็น EP แรก ตั้งแต่การลองเขียนเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนของตัวเอง
ในความเดิมจากตอนที่แล้วในหัวข้อที่ว่า “เปรียบเทียบพอร์ตการลงทุนในไทยกับต่างประเทศ”

หลังจากที่ผมเองก็ยุ่งๆในธุระและงานมากมายแต่ก็ไม่หยุดที่จะค่อยๆไล่ซื้อหุ้นเก็บๆมา
พอร์ตนี้ผ่านมาในหลายๆช่วง ไม่ว่าจะเป็นในวันที่ 5 สิงหาคม 2024 ที่เรียกว่า Black Monday
รวมไปถึงการปลดนายกรัฐมนตรีไทย(คนที่ 30) จากศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 14 สิงหาคม 2024 ด้วยแล้ว
จริงๆในช่วงๆนั้นพอร์ตก็มียุบตัวลงไปบ้าง แต่สุดท้ายก็กลับมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
มาดูพอร์ตที่ไว้สำหรับทำรีวิวกันว่าเป็นยังไง

พอร์ตหุ้นไทย

มาที่ตลาดหุ้นไทยกันก่อน ผมก็ค่อยๆไล่ซื้อไปเรื่อยจนตอนนี้ทุ่นอยู่ที่ประมาณ 260000 บาท
ในไม่กี่วันที่จะเขียน Blog ผมปรับแค่ 1 ตัวคือการขาย AP ทิ้งไป และ ซื้อ PTT เข้ามาแทน
โดยที่ก็ยังคงเป็นสัดส่วนตามในรูปที่จะเป็น Tisco เป็น 50% ของพอร์ตนี้
แต่สุดท้ายแล้ว ณ วันที่เขียนรีวิว พอร์ตนี้ที่ไม่รวมกับปันผล ติดลบที่ 0.61%

พอร์ตหุ้นต่างประเทศ
พอร์ตหุ้นต่างประเทศ

ในพอร์ตหุ้นต่างประเทศ นับเงินตันผมลงไปประมาณ 190000 บาท โดยที่ก็จะเห็นว่ามันบวกอยู่ 17%
โดยที่ไม่ได้ทำการซื้อๆขายๆเลย จะเป็นการไล่ซื้อขึ้นมาเรื่อยๆโดยที่ไม่ได้ดูราคาเลย
มีเงินก็แบ่งมาไล่ซื้อเรื่อยๆ ในส่วนนี้จะมีการปรับ 1 ครั้งเช่นกัน คือ การขาย TSLA หรือ Tesla ทิ้งทั้งหมด
ขาดทุนนิดหน่อย แล้วไปซื้อ BAC หรือ Bank of America เข้ามาแทน โดยที่ทางฝั่งของต่างประเทศ
สัดส่วนจะเฉลี่ยๆกัน แต่ก็จะเป็นในทางของ Nvidia ที่เยอะที่สุด มันเยอะเพราะว่ามันขึ้นเยอะ
สัดส่วนมันเลยดูห่างกัน โดยจริงๆมันน่าจะเท่าๆกัน

ผมย้ายการลงทุนจากบทความเก่าที่ใช้ของทาง กสิกร ผมขอย้ายหุ้นมาที่ แอป Dime!
จะเป็นแอปของทาง ธนาคารเกียรตินาคินภัทร สามารถหาข้อมูลได้ที่ https://dime.co.th/
ผมเองไม่ได้รับโฆษณาอะไรแต่อยากไร เป็นแค่ผู้บริโภคท่านหนึ่งเลยมาแชร์ให้ได้อ่าน

*** ทุกๆการลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ใช่บทความชักชวนการลงทุน แค่มาแชร์และเล่าสู่กันฟัง ***

บทความเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นน่าจะมาอีกรอบช่วงเดือน 10 หรือ เดือน 12 จะมาแชร์อีกรอบ
ระหว่างนี้ก็อาจจะมีเขียนการลงทุนอื่นๆใน Blog เพิ่ม ฝากตัวด้วยครับ ^^

เคยเป็น Blogger เมื่อนานมาแล้ว และก็สุดท้ายระยะเวลาผ่านไปเกือบ 7-8 ปี ก็กลับมาจุดที่เป็น Blogger อีกครั้ง