การพบครั้งนี้จะต้องท้าวความไปเมื่อประมาณช่วงกลางปี 2023
ผมเองกำลังอยู่ในช่วงจุดเปลี่ยนที่เลิกหน้าร้านธุรกิจ แล้วกลับมาสนใจเรื่องการลงทุน
เรื่องการลงทุนที่ถูกทิ้งไปตั้งแต่มาทำธุรกิจน่าจะร่วมๆ 9-10 ปีเห็นจะได้
หลังจากที่ลดขนาดธุรกิจแรกลงให้กลับมามีขนาดเล็กลง
พร้อมกับเลิกในธุรกิจที่สอง พออะไรเริ่มลงตัวผมก็มีเวลาว่างมากขึ้น
จึงเริ่มไล่หาข้อมูลจนมาพบกับคลิปใน Youtube รายการ Drive to Success Ep.01
ประโยคจากคุณดิวที่มันแบบทัชใจผมมาก “สังคมที่ทำให้เราลำบาก ไม่ต้องมีก็ได้”

“สังคมที่ทำให้เราลำบาก ไม่ต้องมีก็ได้” ประโยคเดียวทำให้ผมไล่หาคลิปดูทันทีต่อว่า
คุณ “ดิว วีรวัฒน์ วลัยเสถียร” คือใครกัน อยากรู้จักให้มากขึ้นไปอีก ในหลายๆคำพูด
ในหลายๆความคิด มันคือเรื่องจริงที่จริงมากๆ ณ สังคมในทุกวันนี้
หลังจากดูหลายๆรายการ ทั้งเก่าทั้งใหม่ ก็ต้องบอกว่าเป็นจุดเริ่มที่อยากจะกลับมาซื้อหุ้น
แม้ผมเองจะเริ่มช้าแต่ถ้าเราไม่เริ่มมันจะไม่ทัน แน่นอนว่าตัวแรกที่ผมซื้อคือ Tisco (ถ้าพี่ดิวรู้คงขำ 555)

เล่ามาถึงตรงนี้ขอเพิ่มสิ่งที่ยิ่งทำให้ประทับใจและอยากติดตามพี่ดิวมากๆคือ
ในความเป็นคนจริง ที่พูดจริง ซึ่งมันคล้ายกับนิสัยผมมากๆที่เราจะพูดแต่เรื่องจริง
ทั้งในตอนทำธุรกิจ อะไรดีก็บอกดี อะไรไม่ดีก็บอกไม่ดี อันไหนไม่แนะนำ เราบอกลูกค้าหมด
ในจุดนี้ผมรู้สึกดีใจที่เจอคนแบบนี้ เจ็บเรื่องไหนก็เล่า โดนอะไรมาก็บอก ไม่ได้สร้างภาพ
นี่มันคือสิ่งที่ผมเองทำมาตั้งแต่เริ่มธุรกิจ จนถึงตอนนี้ เราเป็นตัวเล็กในวงการ
แต่ได้รับความเชื่อถือ ความไว้ใจ จากสิ่งเราพูดจริงทำจริง
อีกสิ่งที่สัมผัสได้มากๆพี่ดิวเป็นคนที่ให้เกียรติและเคารพผู้อื่นมากๆ
รวมไปถึงในตอนที่มีคนมากวนตีนเรา เราก็จะลากมาจัดการกลางสี่แยก
(แบบที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ที่งาน Bitkub Summit 2024 จนคนเอาไปทำมีม 55555)





ผมแบ่งการลงทุนไปที่หุ้นไทยคือปันผลล้วน แล้วไปซื้อหุ้นต่างประเทศแบบเน้นเติบโต
โดยที่ทั้งสองอย่างนี้ผมจะซื้อผ่านทาง Dime! และได้มีการแบ่งบางส่วนไปที่กองทุนด้วย
โดยที่กองทุนจะซื้อผ่านทาง Jitta Wealth ทุกๆอย่างในตอนนี้ถ้าขายของสะสมได้ หรือ กำไร
ก็จะเอาไปลงทุนโดยที่จะแบ่งไปที่หุ้นนอกกับหุ้นไทยที่สัดส่วนเท่าๆกัน แล้วเศษๆไปที่กองทุน
โดยที่มาใช้ชีวิตแบบประหยัดขึ้นตามคำที่พี่ดิวเคยพูดไว้ว่า
“คนรวยจะแยกการใช้เงินเป็นสองแบบ อันนี้จำเป็นไหม และอันนี้รีบไหม” สารภาพว่าผมเอง
ก็ยังไม่สามารถทำได้แบบ 100% ซะทีเดียว แต่ก็ลดลงไปเยอะมาก ก่อนจะซื้ออะไรก็จะคิดก่อน
เก็บไว้ในตะกร้า 2-3 วัน แล้วค่อยมาคิดอีกว่ามันสำคัญ หรือ จำเป็นมากไหม แล้วต่อด้วยมันรีบไหม
ถ้าตอนนี้ก็คิดว่าคงทำได้ประมาณ 80% ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าเดิมในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

“พลังของดอกเบี้ยทบต้น” ประโยคนี้ผมเคยได้ยินแต่จะบอกว่าไม่เข้าใจซะทีเดียวก็ไม่ได้
แต่มันไม่มีใครทำให้เรารู้สึกถึงเรื่องนี้ได้ชัด จนได้ยินที่พี่ดิวเล่าออกมาในหลายๆรายการ
แน่นอนว่าปันผลที่ออกมาของหุ้นไทยทั้งหมด ผมนำมันกลับเข้าไปซื้อหุ้นทั้งหมด
เพราะบัญชีนี้ผมไม่ได้ใช้ส่วนตัว เงินที่เข้าไปคือสำหรับการลงทุนทั้งหมด ที่มุ่งไปที่อนาคต
โดยที่ตอนนี้มาถึงเดือนตุลาคม ก็แสดงว่าผมเดินทางมาได้ 1 ปีแล้ว พอร์ตการลงทุนผม
ก็ถือว่าออกมาในทิศทางที่ดี หลักๆแค่ได้เก็บเงินไม่เอาไปใช้มั่วๆก็ถือว่าดีมากแล้ว
ผมต้องยอมรับว่าพี่ดิวเป็นหนึ่งในการที่ทำให้ผมตั้งเป้าหมายจากที่ไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย



จริงๆเรื่องการได้เจอ คุณดิว ที่งานสัปดาห์หนังสือ ผมคงเขียนบันทึกเอาไว้ใน Blog อยู่แล้ว
แต่เดี๋ยวจะต้องเดินทางไปต่างจังหวัด ตอนแรกก็ว่ากลับมาแล้วเขียน
แต่คิดไปคิดมาผมว่าเขียนวันนี้เลยดีกว่าที่พึ่งได้มีโอกาสไปเจอ
ไปขอลายเซ็นมา ผมตั้งใจว่าจะซื้อสองเล่มตั้งแต่แรก ไว้เก็บ 1 เล่ม และเอามาอ่านอีก 1 เล่ม
แต่พอมีลายเซ็นทั้งสองเล่มก็รู้สึกว่าอยากซื้อเล่มใหม่มาอ่านแทนไม่อยากไปแตะต้องอะไรเลยทั้งสองเล่ม
ใน Blog นี้อาจจะยังไม่ได้เขียนถึงหนังสือเล่มนี้ “สำเร็จนอกกรอบ” เพราะผมมีหนังสือที่อ่านค้างอยู่
จากความตั้งใจที่จะอ่านให้ได้ เดือนละ 1 เล่ม แน่นอนว่าเล่มต่อไปจะเป็น “สำเร็จนอกกรอบ”
ถ้าตอนที่จะอ่านมีขายใน online คงจะซื้อมาอ่านเล่มใหม่แทน พอมีลายเซ็นแล้วอยากเก็บไว้แทน
ให้มันเหมือนวันแรกที่ได้ลายเซ็นมามากกว่า
(ซื้อมาตอน online วันแรกเพราะกลัวหมด 1 เล่ม ไปซื้อในงานอีก 1 เล่ม นี่จะซื้ออีกเล่มเป็น 3 เล่ม)



ตอนเจอมีหลายเรื่องราวอยากพูดคุยและขอบคุณ ก็ไม่ได้มีเวลาเยอะขนาดนั้นที่จะได้พูดคุย
สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าพี่ดิวเค้าจะได้เข้ามาอ่านไหม แต่ก็คิดว่าจะส่งไปทิ้งไว้ในข้อความถึงเรื่องราว Blog นี้
“ขอบคุณมากครับพี่ดิว”….Earn (เอิร์น)
(ช่วงที่ผมดูคลิปพี่มากๆซ้ำไปซ้ำมา ตลกตรงที่ผมดูเยอะมากจนเก็บพี่ไปฝันถึง 55555)



