หนังสือที่อ่านจบในรอบหลายปี ในเมื่อเป็นบทความแรกของการอ่าน จึงขอเท้าความก่อนนิดนึง
ผมเองในปีที่พยายามจะปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่ วางแผนและกรอบชีวิต จัดเรียงใหม่หมด
รื้อทุกอย่างที่อยากจะแก้ไข ตัดทุกอย่างที่อยากจะตัด เริ่มทุกอย่างที่อยากจะเริ่ม
ก็เลยมองหาหนังสือสักเล่มที่จะกลับมาเป็นจุดเริ่มของการกลับมาเขียน Blog อีกครั้ง
ในหัวข้อการอ่าน โดยที่โปรเจคในการกลับมาทำ Blog เป็นสิ่งที่อยากกลับมานานแล้ว และคิดถึงมาก
พอจะกลับจะกลับ ก็มีเรื่องให้ต้องแยกทางกันทุกรอบไป จนมาถึงวันที่ค่อยๆปรับการใช้ชีวิต
ถึงได้กลับมาเขียนจนได้

จากสิ่งที่อยากทำให้ได้มีหัวข้อว่า จะต้องอ่านหนังสือให้ได้เดือนละ 1 เล่มเป็นอย่างน้อย
โดยที่อ่านจบแล้วจะต้องมาจดบันทึกโดยการเขียนไดอารี่ไว้ด้วยใน Blog

หนังสือรอบตัวที่ชั้นก็มีเยอะแยะมากมายไปหมด แต่เหมือนเคยได้ยินชื่อหนังสือ
“เลิกเป็นคนดีแล้วจะมีความสุข” ทำให้กดสั่งพร้อมใส่ code ส่วนลด 50 บาทส่งตรงมาที่บ้าน
แล้วก็ยังหาโอกาสไม่ได้ซะทีจนถึงวันที่ต้องมีเหตุต้องเดินทางไปจังหวัด มุกดาหาร
ระหว่างที่นั่งเครื่องบินไปกลับก็อ่านไปได้ประมาณ 80% กลับมาอ่านต่อจนจบอีก 20%
ระหว่างรอทำธุระ ปกติก็คงไถจอดูอะไรไปเรื่อย แต่ตอนหลังก็เปลี่ยนเป็นพกหนังสือแทน
ใช้ชีวิตแบบยุค 90 กันเลยทีเดียว เอาละมาเข้าเรื่องหนังสือกันดีกว่า ร่ายรำมาซะเยอะเลย

หนังสือเล่มนี้ “เลิกเป็นคนดีแล้วจะมีความสุข” ส่วนตัวหลังจากอ่านจบ ผมว่ามันก็สุดโต่งไปอยู่ในบางเรื่อง
ถ้าเราทำแบบในหนังสือเลยทั้งหมดก็ต้องยอมรับว่า วินาทีที่อ่านก็แอบรู้สึกว่ามันโหดมากเลยนะ
แต่หนังสือมันเป็นพื้นฐานของสังคมที่ประเทศญี่ปุ่นตามผู้เขียนเล่มนี้ แต่ในทางกลับกันในหลายๆเรื่องผมว่ามันก็ดี
สิ่งที่มันทัชใจผมมากคือเรื่อง การที่ไม่ให้เราอยู่ในจุดที่เสียเปรียบในทุกความสัมพันธ์ เราอาจจะมีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่น
แต่ในความมีน้ำใจก็มักจะโดนเอาเปรียบในที่สุด โดยที่ผมเองมักจะมีประโยคติดตัวที่ชอบพูดอยู่แล้วเสมอว่า
“อย่าเอาความเห็นใจ หรือ ความไว้ใจ ไปใช้ในทางที่ผิด…..” บางครั้งเราเองก็รู้ละว่าเราโดนเอาเปรียบ
การอ่านหนังสือเล่มนี้ก็ทำให้รู้สึกว่าเราควรจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรในเรื่องที่เราก็รู้สึกอยู่แล้วละ

ถ้าการจะมีสังคมแล้วต้องใส่หน้ากากเป็นคนดีให้คนยอมรับ ชีวิตอาจจะไม่มีความสุขเลยก็ได้ แลกกับการยอมรับ
แต่ในอีกมุมก็มีการยอมรับโดยที่เป็นตัวของตัวเองได้อยู่ การอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ได้บีบให้คุณต้องเป็นคนไม่ดี
การเป็นคนแบบไหนก็แล้วแต่ เราต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน และเชื่อในจุดที่ตัวเองยืนให้ได้
ผมเองก็กล้าบอกว่าตัวผมเองก็เป็นหนึ่งคนที่มีจุดยืนที่ชัดมาก ชัดเจนในทุกสิ่งที่ทำ ยืนในจุดที่ตัวเองรู้สึกว่าโอเค
เลือกแคร์ในคนที่ควรจะต้องแคร์และต้องให้ความสำคัญ รวมไปถึงตารางชีวิตของตัวเอง
ใน 2-3 ปีหลังมานี้ผมเองจัดตารางเรื่องสุขภาพจนแทบไม่เข้าสังคมเลย เพราะเรารู้แล้วว่าสุขภาพเราสำคัญ
ถ้าเรายังแคร์สังคมมากจนเกินไปเราก็จะสุขภาพเสียตาม ก็ต้องยอมแลกกันไป

หนังสือมันเป็นแค่แนวคิดในการพัฒนาตัวเองสุดท้ายเราจะเปลี่ยนไปในทางทีดีขึ้น หรือ แย่ลง
ไม่ใช่ขึ้นกับหนังสือ แต่ขึ้นกับตัวเราเอง ชีวิตเราเราออกแบบได้เสมอ แม้มันจะผิดทางไปไกลแค่ไหน
เราก็แค่เดินกลับมาไกลหน่อย แต่ถ้าเราไม่คิดจะเดินกลับมันก็จะไกลออกไปเรื่อยๆ เห็นไหมว่าสุดท้ายอยู่ที่เราทุกเรื่อง
หลายๆครั้งผมเป็นที่ปรึกษาของเพื่อนซะส่วนใหญ่ ปัญหาหลักๆคือเวลาเราเดินผิดมักจะไม่เดินกลับมาทางเดิม
พยายามจะหาทางเดินอ้อมกลับ หรือ ตัดกลับมา ซึ่งในความเป็นจริงมันเป็นเรื่องอนาคตล้วนๆ
เพราะทางอ้อม หรือ ทางตัดกลับ ล้วนแล้วแต่มันคือเส้นทางข้างหน้า ทำไมเราไม่เดินกลับทางเดิมที่เรารู้เส้นทาง
มันก็เป็นเรื่องที่ตลกอยู่บ้าง แม้วันนี้ผมจะพูดแบบนี้ ผมเองก็เคยเป็นคนที่เคยเดินทางอ้อมเช่นกันมาก่อน

คำถามคือหนังสือเล่มนี้ควรอ่านไหม? ส่วนตัวผมว่ามันอ่านง่าย อ่านจริงๆจังๆ 1 วันก็อ่านจบแล้ว
ถ้าอยากได้ความคิดแบบ Darkๆ ที่ทำไมต้องเลิกเป็นคนดี ก็อ่านเถอะ ชีวิตเราอาจจะได้มุมมองใหม่ๆ ถือว่าคุ้มอยู่
แค่ได้แนวคิดหรือมุมมองอะไรมาได้สัก 4-5 บทก็คุ้มแล้ว พัฒนามุมมองทำให้การใช้ชีวิตมีความสุขขึ้น
การจ่ายเงินซื้อหนังสือสักเล่ม สละเวลาอีก 1-2 วัน เอาอะไรมาไม่คุ้ม จริงมะ?

เขียนจบแล้วแต่พอดีจะเรียบเรียงบทความและรูปเลยต้องเขียนเพิ่มต่ออีกหน่อย หลังจากเจอรูปนี้พอดี
จริงๆถ้าคนสนิทกับผมจะรู้ว่าผมนี่เป็นพวก introvert แบบมากๆ แต่ตลกที่ผมก็เป็นคนชอบเสพความสนุกด้วย
มันดูขัดแย้งกันอยู่ แต่เวลาที่ผมเครียดๆจากหลายๆสิ่งรวมๆกันผมมักจะชอบคุยกับเพื่อนแบบว่า
“ไม่ไหวแล้วรู้สึกอยากเสพเสียงหัวเราะแบบสุดๆ” เพื่อนผมก็ไม่ค่อยเข้าใจประโยคนี้ของผมว่ามันคืออะไร
จนสุดท้ายไม่นานมานี้ก็โทรมาแล้วบอกว่า “เออกูเข้าใจในสิ่งที่มึงพูดแล้วอะ ว่าการต้องการเสียงหัวเราะคืออะไร”
แล้วก็หัวเราะแล้ววางสายกันไป แล้วก็เปิด Line กลุ่มแล้วนัดกันออกไปกินข้างเสพเสียงหัวเราะเล่น BoradGame
ซึ่งมันก็ตรงกับหัวข้อท้ายของหนังสือเล่มนี้ “เลิกเป็นคนดีแล้วจะมีความสุข” พอดีเลย

เคยเป็น Blogger เมื่อนานมาแล้ว และก็สุดท้ายระยะเวลาผ่านไปเกือบ 7-8 ปี ก็กลับมาจุดที่เป็น Blogger อีกครั้ง