เริ่มจากการอยากทำไดอารี่ลดน้ำหนัก และจุดเริ่มผมคือน้ำหนัก 200 กิโล…แน่นอนว่าอ่านไม่ผิดแน่นอน 200 ครับ
ก่อนอื่นจะเล่าก่อนว่า ผมเอง ไม่เคยผอม และไม่เคยชั่งน้ำหนัก เรียกว่าช่างแม่งมาตลอดทั้งชีวิต
ไม่สนใจจนลากไปถึงช่วงปลายปี 2019 เป็นช่วงที่รู้สึกแย่ที่สุด ผมไม่มีรูปตอนชั่งน้ำหนัก เพราะตอนนั้นไม่คิดว่าจะลด
จะบอกถึงสุขภาพที่มันแสดงออกมาตอนหนัก 200 กิโล ในวัยจะเข้าเลข 4…… อายุ 40
- เริ่มจากการเดินที่ผมเดินระยะประมาณ 10-15 ก้าว แล้วรู้สึกเหนื่อยมากจนต้องหาที่นั่ง
- นั่งขับรถไม่ได้ทรมานเหมือนหายใจไม่ออกอึดอัด
- ไอเป็นเลือด
- เหมือนมีเสมหะคาที่ในคอตลอดเวลา
- นอนไม่ได้นอนไม่หลับ หลับๆตื่นๆ
- เวลานอนเหมือนจะฉี่ราดอยู่บ่อยๆ
- ด้วยไขมันตอนนั้นมันเยอะจนมีปัญหาเวลาจะไปฉี่
เคยได้ยินว่าคนอ้วนจะต้องมองหาที่นั่ง พึ่งเข้าใจก็ช่วงนั้นละที่ที่หนัก 200 กิโล เดินๆต้องหาที่นั่งพัก
หายใจแทบจะไม่ทันแม้จะแค่ตอนเดิน
รูปตอนช่วงที่หนักประมาณ 185-200 กิโล ก่อนจะลดน้ำหนัก









ถ้าการลดน้ำหนักสำหรับของผมเองจะแบ่งเป็น 3 ครั้งที่มันสำเร็จนะครับ โดยเริ่มจากตอนปีใหม่ 2020
โดยผมจะเขียนขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นปี 2020
ช่วงที่ 1 ของการลด 2020
ลดน้ำหนักช่วงระยะแรกเริ่มที่ ต้นปี 2020 ช่วงหลังปีใหม่
คนที่มีน้ำหนัก 200 กิโล มันจะไปออกอะไรได้ช่วงแรก ดังนั้นสิ่งที่ต้องเริ่มก่อนเลยคือเรื่อง “อาหาร”
การลดน้ำหนักระยะแรกๆ หรือการลดไขมัน ก่อนที่จะไปออกกำลังกาย ผมว่าควรจะเริ่มจากอาหาร
ช่วงแรกผมลดแค่อาหารเป็นหลัก คำว่าลดคือ ทำอาหารกินเองเกือบทุกมื้อ
เพื่อคุมเรื่องเครื่องปรุงในอาหาร (ซึ่งเดี๋ยวผมจะไปสรุปการทำอาหารง่ายๆในตอนท้าย)
พอลดไปได้สักพักก็เริ่มจากการออกกำลังกายด้วยน้ำหนักเบาๆ Weight Training
เพราะที่บ้านมีอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ซื้อไว้หลายปีมาแล้ว ก็เริ่มจากแค่ตรงนี้
ตารางก็ไม่ได้ชัดอะไรมาก ออกเพราะแค่ขอให้ได้ออก แต่ตารางอาหารถือว่าเน้นมาก
ทำเองคุมเอง แต่ก็ยังไม่ได้ถึงขนาดชั่งตวง
ในรอบนี้ถ้าเอาตามแค่ที่ถ่ายรูปที่หนักประมาณ 170 กว่าๆ แล้วไปจบที่ประมาณ 145 กิโล
โดยที่ใช้เวลาอยู่ที่ประมาณครึ่งปี โดยที่ร่างกาย ณ ตอนนั้นคือ พอจะออกกำลังกายได้พอสมควร
แต่สิ่งที่ทำไม่ขาดเลยคือเรื่องอาหารที่ก็ยังคุมอยู่ตลอด


ช่วงที่ 2 ของการลด 2021
ลดน้ำหนักช่วงที่สองก็จะเป็นช่วงเดิมต้นปี 2021 หลังปีใหม่ ซึ่งผมเองจะเริ่มประมาณ 150+ กิโล
รอบนี้ก็ทำได้ไม่นานประมาณ 3 เดือน แต่เริ่มที่จะ Weight Training ได้หนักขึ้นหลังจากศึกษามา
รวมไปถึงได้มีการคาร์ดิโอบ่อยขึ้น มีการเล่นเกมต่อยมวยในเครื่องเกม ลากน้ำหนักลงมาต่ำกว่า
140 กิโลได้ แล้วก็ไม่ได้คุมต่อเนื่องด้วยเกี่ยวกับงานและธุระต่างๆจึงพักการลดไว้
ช่วงที่ 3 ของการลด 2022
รอบนี้จะเป็นรอบที่เน้นมากๆและจริงจังที่สุด ต้องเล่าก่อนกว่าช่วงปลายปี 2021 ผมได้มีการฉีดวัคซีนโควิด โมเดอร์นา
โดยที่ตอนก่อนจะฉีดจะมีการวัดเรื่องความดัน และเวลานั้นคือสูงถึง 200+ พยาบาลไม่ให้ฉีด วัดกี่ครั้งก็สูงมากๆตลอด
จนต้องให้ไปห้องฉุกเฉินกินยาลดความดัน แล้วก็ไม่ลงเลย สุดท้ายก็เป็นการที่ต้องไปพบคุณหมอในวันถัดมา
ต้องบอกก่อนว่าผมเป็นโรคเก๊าท์ติดตัวอยู่แล้วและไม่เคยดูแลอย่างถูกวิธี เดี่ยวจะเล่าให้ฟังหลังจากนี้ว่ามันส่งผลอะไร
โอเค ผมไปพบคุณหมอก็ทำการ ตรวจเลือด ความดัน หัวใจ และปัสสาวะ ผลออกมาว่า แน่นอนละความดันสูง
ไตที่ไม่ค่อยดี เก๊าท์หรือยูริกที่สูง ที่เหลือไม่มีอะไรเกินนับว่าน่าตกใจมาก ณ เวลานั้นที่น้ำหนัก 150 กิโล
ความดันก็ไม่มีไรกินยาลดความดัน กับ ออกกำลังกาย ลดน้ำหนักมันก็จะปกติ ซึ่งในส่วนนี้ใช้เวลาไม่นานก็ปกติ
ตอนนี้อยู่ในจุดที่เกินจากปกติมานิดหน่อย ก็ไม่ได้มีอะไรที่น่าตกใจหรือต้องกลัว เมื่อเทียวกับที่เคยมีความดันสูงแบบเกิน 200 ในก่อนหน้านี้
เรื่องเก๊าท์หรือยูริก ก็ต้องบอกว่าผมเองได้รับยาที่คนเป็นโรคนี้ต้องกินแต่ก็ไม่เคยกินเลยตลอด 10 ปี จะกินแต่ยาแก้ปวด
ยาตัวแรงแบบว่า เช้า เย็น ซึ่งจริงๆกินได้แค่ครั้งเดียว ผมกินปริมาณมากติดๆต่อกันตลอด แทนที่จะกินยาลดกรดยูริก
แล้วควบคุมไปเรื่อยๆในอยู่ในระดับที่ปกติ คือยูริกวันที่ไปวัดวันนั้น ผมสูงถึง 12 เลยนะครับ ซึ่งมันมากแบบมากๆ
คุณหมอก็เลยทำการปรับยาและอธิบายทุกๆอย่างในสิ่งที่ต้องทำ และสั่งว่า “ห้ามกินยาแก้ปวดตลอดชีวิต”
เนื่องจากไตมันเสื่อมลง มันไม่ใช่โรคไตนะครับ แต่มันเสื่อม สิ่งทำได้คือรักษาให้มันเสื่อมช้าลง ก็ไม่มีอะไรมาก
ถ้าลดกรดยูริก คุมเรื่องรสชาติอาหาร คุมน้ำหนัก มันก็จะปกติ แต่มันต้องใช้เวลา
โอเคข้ามผ่านเรื่องโรคต่างๆมาก็มาเข้าสู่การลดน้ำหนักจริงๆตอนต้นปี 2022 ทำไมต้องต้นปีทุกรอบเลย 5555555
ผมเริ่มจากที่น้ำหนักแถวๆ 150 กิโลและในรอบนี้ผมทำไปจบอยู่ที่ 125 กิโล ใช้เวลาตลอด 590 วัน ที่ผมถ่ายรูปทุกวัน
เพื่อทำไดอารี่ลดน้ำหนักในไอจี
สามารถดูไดอารี่รอบนี้ได้ที่ไอจีนี้ครับ https://www.instagram.com/superfat_to_fit/

รอบนี้ผมจะออกกำลังกายอาทิตย์ละ 4 วัน มีคาร์ดิโอด้วยในบางวัน แต่สิ่งที่สำคัญคือผมทำอาหารเองพร้อมกับชั่งอาหารก่อนจะลงมือปรุงเอง แน่นอนว่าอาหารผมแทบจะปรุงเองเกือบทุกวัน หลายๆอย่างที่ดูหน้าตาไม่คลีน แต่มันคลีน
คำว่าคลีนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับผมคือ อาหารที่น้ำมันน้อย ไม่มีน้ำตาลหรือน้อยที่สุด
ผมกล้าบอกว่าผมแทบจะเป็นคนที่ไม่มีน้ำตาลผ่านเข้าไปในร่างเลย น้ำตาลทราย หรือ น้ำเชื่อม ผมคือไม่แตะเลย
ถ้าความหวานจากอื่นๆเช่น ผลไม้ อะไรแบบนี้จะมีบ้าง ถ้าน้ำตาลดิบๆไม่มีผ่านเลยแน่นอน หรือ ต้องทานนอกบ้านที่จะคุมไม่ได้ แต่เราก็จะกินอย่างระวัง
กินอย่างระวังนอกบ้านคือยังไง ผมจะเลือกกินมีไม่กี่อย่าง ชาบู ปิ้งย่าง สลัด สเต็ก อาหารอีสาน หรือ อะไรที่ดูแล้วปรุงน้อยๆ หรือที่ดูแล้วรู้ว่ามันทำอะไรมาบ้าง ผมแทบจะกินวนๆอยู่ไม่กี่อย่างเวลาออกนอกบ้าน ผมจะยกตัวอย่าง
– ผมเป็นคนที่กินขาหมูบ่อยเหมือนกัน แต่ผมจะสั่งแบบนี้คือ “ขาหมูเนื้อล้วน ราดน้ำน้อยๆ” เพราะขาหมูเราอ้วนที่
น้ำราดที่หวานมีน้ำตาลแน่นอน กับ ไขมันจากหนังและชั้นไขมัน แค่นี้ก็เป็นจานที่ดี
– ข้าวมันไก่ ก็จะเป็น สั่งอกล้วน มากินกับข้าวสวย หรือ ถ้ามันมีแต่ข้าวมันก็กินครึ่งเดียว มันหนักที่ข้าวมันกับหนังไก่
– สลัดก็สั่งเป็นสลัดปกติ แต่ขอแยกน้ำสลัด แล้วทานไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ น้ำสลัดคือสิ่งที่น่ากลัวมีทั้งน้ำตาลและไขมัน
– ชาบูถ้าผมไปกินคนเดียวผมสั่งน้ำซุปเป็นน้ำเปล่าเลย ผมแค่ต้องการลวกให้มันสุก และผมกินแบบนี้บ่อยด้วย น้ำจิ้มก็พยายามอย่าจิ้มเยอะแต่ผมก็กินเยอะบ่อยๆ ระยะหลังเลยไม่ค่อยกิน หรือถ้ากินก็จะหาร้านที่มีน้ำจิ้ม พอนสึ หรือไม่ก็จะปรุงน้ำจิ้มเองเป็น ซีอิ้วขาว น้ำส้มสายชูหรือมะนาว แล้วก็พริกกระเทียม เป็นสูตรน้ำจิ้มแบบไตหวัน
– ปิ้งย่างนี่ง่ายเลย ผมเป็นคนกินเนื้อแดงมากกว่าพวกเนื้อติดมัน แล้วก็ไม่ราดน้ำราด กินกับเกลือพริกไทย
– หมูกระทะ ก็หาร้านที่มันมีเนื้อวัว เนื้อหมูแบบไม่หมัก แล้วก็จิ้มน้ำจิ้มน้อยๆ พวกขอแปรรูปก็กินแบบ 1-2 จานพอให้โควต้าตัวเอง กินให้อร่อย
ผมชอบประโยคนี้มากๆซึ่งผมก็จำไม่ได้แล้วว่าผมไปเจอที่ไหน เค้าบอกไว้ว่า
“การที่คุณกินอาหารแย่ๆใน 1 วัน มันไม่ได้ทำให้คุณอ้วนขึ้น
ถ้าคุณกินอาหารดีๆใน 1 วัน มันก็ไม่ได้ทำให้คุณหุ่นดีขึ้นมาได้”
เพราะทุกๆอย่างคือเรื่องระยะเวลาและการทำซ้ำ เราต้องเลือกว่าเราจะทำซ้ำสิ่งไหนมากกว่ากัน
ก็จะเห็นว่าเอาจริงๆมันก็ไม่ได้ใช้ชีวิตถึงกับยากอะไรมากมายถ้าเราจะทำจริงๆหรือจริงจังกับเรื่องนี้ ต้องบอกว่าผมทำเพราะโรคต่างๆมันเข้ามาเยอะ บวกกับอายุที่เริ่มมากขึ้น เราก็เริ่มกลัวตายมากยิ่งขึ้น ถ้าคุณเริ่มคิดว่ามันสำคัญมาก
มันก็จะมากพอให้เราพยายามที่จะทำซึ่งผมก็ทำ แต่มันก็ไม่ใช่ใช้ชีวิตลำบาก เราก็ไปกินบุฟกับเพื่อนๆได้ ไปหมูกระทะได้ปกติ
มาถึงในเรื่องออกกำลังกายเอาจริงตารางผมไม่ได้มีอะไรเลยนะออกเหมือนทุกๆคนออกนี่ละ แต่เราก็ทำไปตลอด
ผมพอจะบอกได้ว่าผมทำไปทั้งหมด 590 วันนี้ ทุกๆ 1 อาทิตย์ผมจะออกกำลังกาย 3-5 ครั้งต่ออาทิตย์ แต่เฉลี่ยคือ 4 ครั้ง
ไม่เคยหยุดเลยจะมีแค่เว้นไปคือช่วงที่ติดโควิด 2 อาทิตย์ ที่หยุดออก ผมไปเที่ยวผมยังเอาชุดไปออกไปตามโรงแรม
ตื่นมา 6 โมงไปออกกำลังกาย มากน้อยก็ออก บางทีธุระเยอะๆ ผมออกตอนตี 1-2 ก็ทำมาแล้ว เพราะมันเป็นวันที่จะต้องออก
มันเหมือนเรื่องอาหารเลย ถ้ามันสำคัญมากพอ เราจะทำมันได้ ไม่ว่ายังไงถ้าเรามองว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ
เราจะหาเวลาใส่มันลงไปในตารางชีวิตของเราได้ แม้มันจะแน่นขนาดไหนแล้วก็ตามที


เครื่องออกกำลังกายผมค่อยๆซื้อมาเรื่อยๆ ไม่ได้ซื้อทีเดียว ดัมเบลแบบปรับน้ำหนักนี่
อยู่กับผมมานานน่าจะเกือบ 10 ปีแล้วนะ ผมเคยไปฟิตเนส พอรู้สึกว่าตัวเองจะต้องเดินทางจะต้องแต่งตัว
มันก็ไม่ไหวแล้ว เลยสุดท้ายคิดว่าถ้ามีที่บ้านจะโอเคที่สุด บางทีตื่นแล้วก็ลงมาเล่นเลย
หรือบางทีกลับมาจากธุระดึกๆ ตี 1 ก็ยังจะมาออกอยู่ และปีนี้ก็ทำดาดฟ้าใหม่ไว้ออกกำลังกายเช่นกัน




รอบนี้เป็นซีรีส์การลดน้ำหนักรอบที่จริงจังนานที่สุดเห็นผลมากที่สุด ต้องบอกแบบนี้ว่ารอบก่อนๆ ผมมีความรู้สึกแบบนี้
พอมันออกไปแล้วมันไม่ลง มันถึงจุดตันเราก็จะแบบพอแล้วยอม แล้วก็เลิกไป แต่รอบนี้มันไม่เหมือนเดิมคือ
ผมตั้งเป้าไว้เลยว่าจะไม่สนใจน้ำหนักบนตราชั่ง เพราะเราต้องการลดไขมัน แต่เราก็ชั่งไว้เหมือนเป็นจุดวัดทุกวันตอนเช้า
น้ำหนักขึ้นผมก็ทำเหมือนเดิม น้ำหนักไม่ลงผมก็ทำเหมือนเดิม พอมันผ่านไป 2-4 อาทิตย์มันก็ลงไปเอง ไม่สนใจตัวเลข
เราสนใจตัวเองในกระจกที่เปลี่ยนไป ทำไปเรื่อยๆซ้ำๆ และแน่นอนว่าระยะเวลา 1 ปีกว่าๆนี้ก็ลดไปได้ 25 กิโลโดยประมาณ
ร่างกายดูเล็กลงเสื้อผ้าเปลี่ยนหมด กางเกงที่ไม่เคยยัดเข้าเลยก็ใส่ได้
สัดส่วนผมไม่ได้วัดไว้ตอนแรก แต่ที่ทราบคือจากตอน 200 กิโลผมจะใส่เสื้อผ้าแบบ
เอว 52 นิ้ว ณ ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 40 นิ้ว
เสื้อเคยใส่ 52+ นิ้ว ณ ตอนนี้ 46 นิ้วใส่ได้ปกติ
รอบนี้ผมลดมาตั้งแต่ ต้นเดือนมกราคม 2022 แล้วไปจบซีรีส์นี้ที่ สื้นเดือนตุลาคม 2023 แล้วผมก็หยุดพักไปเคลียธุระ
จนถึงเดือนธันวาคม 2023 ที่จะมาเริ่มออกกำลังกายใหม่อีกครั้งเป็นซีรีส์ครั้งใหม่ เลยอยากสรุปตัวเองไว้ก่อนจะเข้า
ไดอารี่ครั้งใหม่ของตัวเอง ผมไม่ได้เขียนให้ใครมาดูหรือมาอ่านหรือจะต้องมาทำตาม ผมเขียนเพราะผมอยากกลับมาเขียนบล๊อกอีกครั้ง
ผมแค่คิดถึงตัวเองเวลาที่ได้เขียนบล๊อก ผมเคยชอบตัวเองตอนเวลาที่เขียน แล้วก็กลับมาเขียนแค่นั้นเลยง่ายๆ
ใครอยากสอบถามอะไร DM มาใน IG ได้เลยถ้าว่างจะตอบให้ทุกคนครับ
https://www.instagram.com/superfat_to_fit/
บอกก่อนว่าไม่ได้เก่งอะไรนะครับ แค่แชร์จากเรื่องตัวเองเท่านั้น สงสัยอะไรถามได้
ไม่มีอาหารเสริมแน่นอน 100% จะมีก็แค่พวกสุขภาพผิวเท่านั้น 55555555
แล้วตัวผมตอนนี้ละเป็นยังไงเดี๋ยวผมจะลงรูปตัวผมเองไว้ด้านล่างตรงนี้ (อาจจะใช้มุมกล้องนะ 555555)









ผมเป็นคนที่รู้ว่าตัวเองไม่เหมาะกับแฟชั่นหรอก แต่เราก็แค่อยากจะแฟชั่น จากคนที่ไม่มั่นใจเท่าไรเลย ตอนนี้ก็ยังไม่มั่นใจอยู่เหมือนเดิมละ แต่เราบอกกับตัวเองว่าเราทำได้สิ 555555555
สองรูปด้านล่างคือรูปล่าสุด ถ่ายไว้ที่ 16/12/2023


ผมแค่อยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังจะลด หรือ พยายามอยู่ ผมผ่านจุดที่ทรมานมากเหมือนกัน
ผมสู้กับจิตใจตัวเอง สู้กับการโดนบูลลี่รูปร่างมาทั้งชีวิต สู้กับคำพูดคนต่างๆนานา รวมไปถึงคำดูถูกต่างๆ
กำลังใจถ้าไม่มีใครให้ พูดให้กำลังใจตัวเองได้ครับ ผมเป็น 1 คนที่เป็นกำลังใจทุกคนที่กำลังพยายาม
หรือกำลังจะเริ่มลด ถ้าผมลดได้ คุณก็ทำได้ ผมแทบจะขี้เกียจสุดๆแล้ว และผมเริ่มจากน้ำหนัก 200 กิโล
ชึ่งคิดว่ามากกว่าพวกคุณทุกคนแน่ๆอยู่แล้ว ^^
*** ในส่วนของเรื่องอาหารเดี๋ยวผมจะแยกไว้อีก Blog แต่ดูใน IG ผมได้ เมนูส่วนใหญ่จะเขียนวิธีการทำ
หรือส่วนผสมไว้หมดแล้ว ***
*** ยังไม่ได้หยุดลดน้ำหนักหรือไขมันนะ เพราะผมมีเป้าหมายที่ตั้งไว้ ณ วันที่ 20/12/2023 ก็กลับมาเริ่ม Day1 ซีซั่น 2 แล้วนะ ***

